กรณีศึกษาหุ้น Beauty

กรณีศึกษาหุ้น Beauty จะเป็นยังไงครั้งนี้นะครับก่อนที่ จะมาพูดถึงหุ้น Beauty ทีก่อนหน้านั้นเมื่อวานนี้เองราคาของหุ้น Beauty  ว่าขึ้นไปทำ selling ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่หุ้น Beauty เนี่ยขึ้นไปทำ selling ก็แสดงให้เราเห็นว่า คุณคือที่เองได้รับความน่าสนใจ จากนักลงทุนหลายๆคน ชนเข้ามาแย่งกันซื้อ เป็นราคาหุ้นขึ้นไปทำสลิงได้ แต่อย่างไรก็ดี การลงทุนเนี่ยมันมีความเสี่ยง ในตัวของมันอยู่แล้ววันนี้  ก็เลยอยากจะมาพูดถึง หุ้น Beauty ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบันนะครับ ให้เป็นกรณีศึกษา แล้วกันสำหรับเพื่อนๆ ที่เพิ่งเริ่มเข้ามาลงทุนใหม่ๆ บหรือว่าเพื่อนๆที่เพิ่งเริ่มสนใจในการลงทุนในหุ้นวันนี้

วันนี้เราจะ พูดถึงเรื่องอดีตของหุ้น Beauty นะครับมาจนถึงปัจจุบันสำหรับหุ้น Beauty แม่ดีเนี่ยต้องยอมรับว่าหุ้น Beauty เนี่ยเป็นหุ้น Ghost ตัวนึงเลย ถือว่าเป็นหุ้นเติบโต นั่นเองด้วยความที่ราคาได้แต่ ipo  จึงขึ้นไปพิสูจน์เนี่ยเขาขึ้นไปมากกว่า 1,500 เปอร์เซ็นต์ หรือว่า 15 ได้เลยก็ว่าได้ซึ่งราคา ipo ของหุ้น Beauty  เข้าใจว่าตอนนั้นจะอยู่ที่ 8 บาท ต่อหุ้น แต่อย่างไรก็ดี หลังจากที่เขามีการออกมา แล้วก็ราคาขึ้นไปจนถึงปี 2558 นี่แหละ เขาก็มีการแตกพาร์ จากคู่ละ 1 บาทเหลือคู่ละ 10 สตางค์และ

หลังจากที่หุ้นมีการแตกพาร์มา ราคาหุ้นก็ได้มีการขึ้นมาโดย ตลอดเลยซึ่งก็ขึ้นมาพริก ในช่วงปี 2561 ที่ราคาประมาณ 22 บาทหรือ 23 บาท นี่แหละซึ่งปัจจัยที่ทำให้ราคาหุ้น ที่นั้นมีการเติบโต กรณีศึกษาหุ้น Beauty ขึ้นมาภายในระยะเวลาสั้นๆแค่ 5-6 ปีเท่านั้น ที่ผมพอจะหาข้อมูลได้ ก็คาดว่าน่าจะมาจากข้อแรก  ก็คือกำไรของตัวบริษัทนั้นมีการเติบโ ทุกปีซึ่งกำไรในปีแรกๆ ของหุ้น Beauty  อยู่ที่ระดับ 170 กว่าล้านหลังจากนั้น  กำไรของตัวบริษัทก็มีการเติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ จนในปี 2560  กำไรสุทธิของเขาเนี่ย อยู่ที่ระดับ 1229 ล้านบาทพูดง่ายๆ

กรณีศึกษาหุ้น Beauty

ก็คือจากบริษัทที่มีกำไรแค่ 100 กว่าล้าน กลายมาเป็นบริษัทที่มีกำไรมากกว่า พันล้านบาทภายในระยะเวลา แค่ประมาณ 4-5 ปีเท่านั้น เพราะฉะนั้น อันนี้ก็เลยน่าจะเป็นเหตุผล ที่ทำให้ราคาหุ้น Beauty ในช่วงนั้น  มันทะยานขึ้นไปไกลได้ขนาดนี้ เหตุผลต่อมา ก็น่าจะเป็นในส่วนของหนี้สิน ของตัวบริษัทนั้นอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ  บเพราะดูจากค่าดี ของตัวบริษัทจะอยู่ที่ระดับประมาณ 0.25 ถึง 0.53 เท่านั้นเอง หนี้สินของตัวบริษัท  จะอยู่ที่ประมาณ 90 ถึง 300 กว่าล้านเท่านั้นเอง

ในขณะที่สินทรัพย์รวม ของตัวบริษัท เพราะเติมโตขึ้นมาทุกที ก็ต้องยอมรับจริงๆ ว่าการเติบโตของสินทรัพย์ รวมในช่วงนั้นของหุ้น Beauty  ก็เติมโตขึ้นมาจากกำไรสะสมเป็นส่วนใหญ่ นะด้วยความที่ในช่วงนั้น กำไรของหุ้น Beauty เองก็เติบโต ขึ้นมาค่อนข้างเยอะ เหตุผลอย่างต่อมา ก็จะเป็นในเรื่องของธุรกิจซึ่งธุรกิจค้าปลีก เครื่องสำอางในช่วงนั้น ประมาณปี 58-59 เนี่ย มันมีแนวโน้มที่ค่อนข้างดี มีแนวโน้มที่จะเติบโตไปได้มากกว่านี้ ประกอบกับการขยายสาขาของหุ้น Beauty  ค่อนข้างที่จะขยายตัว อย่างรวดเร็วแล้วก็ต้นทุนในการขยาย สาขาก็ค่อนข้างถูกตัว ในช่วงนั้นในช่วงนั้น แล้วก็จะเห็นว่าค่า PE ของหุ้น Beauty นั้น จะอยู่ที่ระดับประมาณ 30 ถึง 50 เท่าโดยประมาณ

ซึ่งก็ถือว่าถ้า PE ของหุ้น Beauty ในช่วงนั้น อยู่ในระดับที่ค่อนข้างแพงมากๆ เลยนะแต่ว่า นักลงทุนส่วนใหญ่นะตอนนั้นมองว่าหุ้น Beauty ก็น่าจะมีกำไร ที่เติบโตขึ้นมาทุกที เพราะฉะนั้นการเลือกที่จะเข้าไป ลงทุนกับหุ้น Beauty ระดับ iiiii ประมาณ 30 ถึง 50 เท่านั้น ขณะนั้น ก็น่าจะเป็นอะไร ที่สมเหตุสมผล แล้วก็เป็นอะไร ที่คุ้มค่าในการเข้าไป ลงทุนแล้วทำไมราคาของหุ้น Beauty ถึงร่วงลง มาจากราคา พริกสดประมาณ 22 23 บาทกว่าๆลงมาต่ำสุดที่ 1 บาทเก่าสตางค์ ต่อหุ้นเกิดจาก

ต้นเหตุ เกิดจากอะไรกันแน่

สำหรับเหตุผลแรก  ก็น่าจะมาจากความคาดหวังข องตัวบริษัทน่าจะมีกำไรที่เติบโตขึ้นมาทุกที เหมือนกับปีก่อนๆที่เคยเกิดขึ้นมา แต่พอจบงบการเงินในปี 61  ก็พบว่ากำไรในปี 61 นั้น ไม่เป็นไปตามที่เขาคาดการณ์เอาไว้ ซึ่งกำไรในปี 61 ลดลงมาจากของปี 60 ประมาณ 18 19 เปอร์เซ็นต์นี้แหละ และซ้ำหลายนะครับในปี 62 กำไรสุทธิของ ตัวบริษัทยาก็ลดลงมาอยู่ที่ 230 2.5 8 ล้านบาท จากกำไรระดับ 1000 ล้าน ลดลงมาเหลืออยู่ที่ 200 กว่าล้าน ดังนั้น น้องชนส่วนใหญ่ก็เริ่มไม่มั่นใจ ก็เลยต่างพากันขายหุ้น Beauty ออกมาก็เลยทำให้ ราคาหุ้นจากกิ๊กสุดประมาณ 23 บาท

นี่แหละลดลงมาเหลือ อยู่ที่ประมาณ 1 บาทกว่าๆ ภายในระยะเวลาประมาณปีถึง 2 ปี นี่แหละเหตุผลอย่างต่อมา  ก็น่าจะเป็นในเรื่องของการเติบโต ของตลาดเครื่องสำอาง สำหรับส่วนตัว ก็มองว่าตลาดเครื่องสำอาง ก็ยังสามารถที่จะเติบโตขึ้น ก็ได้อีกแต่จะไม่ได้เติบโต แบบหรือว่าเหมือนปีก่อนๆแล้วประกอบ กับการแข่งขันในตลาดดีนะครับมันก็ค่อนข้าง ที่จะแข่งขันกันสูงอยู่พอสมควร ซึ่งอันนี้มันก็มีผลต่อรายได้ และกำไรของตัวบริษัท ค่อนข้างเยอะเลย ซึ่งแล้วก็ เกมจากกำไรสุทธิของตัวบริษัท ก็ลดลงมาเรื่อยๆนะจากพันกว่าล้านเหลือ 200 กว่าล้าน แล้วก็ล่าสุดนี้ในงบการเงิน ครึ่งปีแรกของปี 63 นะครับเข้าใจว่าขาดทุน ด้วยนะจากสิ่งเหล่านี้ ก็เลยมีผลทำให้ราคาของหุ้น Beauty นั้นลดลงมานั้นเอง

หุ้น Beauty

อันนี้ ก็ถือว่าเป็นกรณีศึกษา ได้เป็นอย่างดีนะสำหรับหุ้น Beauty ต่ำสุดขึ้นไปสูงสุดใช้ระยะเวลาแค่ 5 ปีกว่าๆ เท่านั้นแล้วก็จะราคาสูงสุด ลงมาที่ระดับต่ำสุดเนี่ย ใช้ระยะเวลาแค่ประมาณปี 2 ปีเท่านั้น เองคำถาม ณ ตอนนี้หุ้น Beauty ยังมีความน่าสนใจ อยู่หรือเปล่า กรณีศึกษาหุ้น Beauty

กรณีศึกษาหุ้น Beauty ยังน่าสนใจลงทุนอยู่หรือไม่

สำหรับเราตอนนี้มองว่าหุ้น Beauty นั้น ก็ยังมีความน่าสนใจ ในส่วนของหนี้สินของบริษัท  ก็อยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ ถือว่าเป็นจุดที่ดีของหุ้น Beauty  ที่มีหนี้สินคนข้างต่ำ ประกอบกับยังมีกำไร สะสมอยู่ ถึงแม้ว่าตัวบริษัทนั้น จะขาดทุนในครึ่งปีแรก นี้ก็ตาม ครึ่งปีแรกปี 63 แต่สุดท้ายแล้ว แล้วก็ต้องกลับมาดูที่ภาพรวมตัวบริษัทว่า จะสามารถกลับมามี กำไรได้หรือเปล่า

ศึกษาหุ้น Beauty

เพราะว่าถ้าเกิด ว่าโทรบริษัทไม่สามารถกลับ มามีกำไรได้แน่นอน กำไรสะสมก็ต้องหายไปเรื่อยๆ และมันอาจจะหมด แล้วต่อไปอาจจะไม่มีกำไรสะสม เลยก็ได้เพราะฉะนั้น สิ่งที่สำคัญของหุ้น Beauty ณ ตอนนี้ ก็น่าจะเป็นในส่วนของการบริหาร จัดการเงินลงทุน การลดค่าใช้จ่าย การมองหาตลาดใหม่ๆ การเพิ่มรายได้ให้กับตัวบริษัท ที่จะให้บริษัทมีกำไรที่เพิ่มขึ้น  แล้วก็ในส่วนที่สำคัญอีกอันนึง ก็คือการลดในส่วนของหนี้สินลง

เพราะว่าหนี้สิน ของเขาถึงจะน้อยก็จริง แต่ว่าหนี้สินมันก็เพิ่มขึ้น มาทุกปีอันนี้ก็น่าจะเป็นเรื่อง ที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่  ต้องมารอติดตามดูถ้าเกิดว่า เขาสามารถที่จะทำตรง นี้ได้แน่นอนครับหุ้น Beauty ก็มีโอกาสที่จะ turn around ขึ้นไปได้เหมือนกัน  ปัจจุบันราคาของหุ้น Beauty  อยู่ที่ 1 บาท 30 สตางค์ต่อหุ้น สำหรับพิธีในปัจจุบันอยู่ที่ 226 226 เท่า ถ้าพี่บิววินัยอยู่ที่ 4.06 เฒ่า ก็ลองติดตามดูกันอีกที

สรุป สำหรับ เขาจะสามารถ turn around กลับมาได้หรือเปล่า ok ครับ สำหรับคลิปนี้ก็น่าจะประมาณนี้ ถ้าเมื่อใดที่มีคำถามหรือว่า มีข้อแนะนำอะไรเพิ่มเติม ก็สามารถทิ้งเป็น Comment ไว้ข้างล่าง หรือ

สามารถติดตามบทความ :

xo
joker 123
slotpg

การพนันแบบ E-Sport 1